อายุห่างกันไม่ใช่ปัญหา  

ถ้าเรานั้นเคยได้อ่านเกี่ยวกับเรื่องมีชาวจีนคู่หนึ่งที่แอบชอบเด็กผู้หญิงหนึ่งคนที่อายุนั้นเพียงแค่ 12 ขวบ  แต่ว่าชายหนุ่มนั้นอายุ 24 ปี  แต่ว่าการที่เรานั้นจะรักใครนั้นเป็นเรื่องที่เราให้พูดเกี่ยวกับความรัก  แต่ว่าการที่ชายหนุ่มผู้นี้นั้นได้มีอายุที่24 ปีแต่ว่าชายหนุ่มผู้นี้นั้นขอรอเพื่อที่จะใช้เธอนั้นได้โตขึ้นและเรียนหนังสือ 

แต่ว่าด้วยเรื่องความรักเป็นสิ่งที่สวยงามนั้นเธอผู้ที่เป็นหญิงสาวนั้นได้ประกาศแต่งงานตอนที่นั้นอายุ 17 ปีส่วนผู้ชายนั้นอายุ 30 ปี นั่นเอง แต่ว่าการแต่งงานของเธอนั้นเป็นไปด้วยความรักดังนั้นเธอจึงตัดสินใจแต่งงานกับคนที่เธอนั้นรักนั่นเอง  แต่ด้วยความรักเป็นเรื่อง ที่เรานั้นไม่สามารถที่จะบรรยายได้นั่นเองเพราะว่าเธอนั้นได้โตเป็นสาว  ด้วยการที่เธอนั้นโตขึ้นไม่อยากที่จะคิดเพราะว่าการที่เธอโตนั้นทำให้เธอนั้นมีรูปร่างที่ดี  และสวยด้วย  เพราะว่าด้วยเธอนั้นโตเต็มที่นั่นเอง    

         การที่เธอนั้นโตขึ้นแน่นอนว่าเธอนั้นได้โตเป็นสาวแบบว่าเต็มที่แล้วนั่นเองการที่เธอนั้นได้โตเต็มที่แล้ว ความสวยของเธอนั้นเป็นชั่งที่หน้ารักอย่างมากแต่ว่าเธอนั้นได้ตัดสินใจในการแต่งานกับชายหนุ่มที่เธอนั้นหลงรัก  และด้วยการที่เธอนั้นแต่งานนั้นเต็มได้การที่เธอนั้นมีความสุขอย่างมากเพราะว่าเธอนั้นได้อยู่กับคนที่เธอนั้นรัก  การที่เราได้อยู่กับคนที่เรานั้นรักเป็นเรื่องที่เรานั้นสามารถที่จะทำให้ชีวิตของเรานั้นเบ่งบาน  การที่เราได้อยู่ด้วยกันเป็นเรื่องที่ทำให้เรานั้นมีความสุขมากขึ้น  และการที่เราได้อยู่กับคนที่เรารักเป็นเรื่องที่ดีดังนั้น

     เธอคิดว่าความรักของเธอนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เธอนั้นมีความสุขอย่างมากและทำให้เธอนั้นตัดสินไม่ผิดในการที่เธอนั้นรักกับผู้ชายคนนี้  ส่วนผู้ชายนั้นยังมีการรอให้เธอนั้นโตขึ้นและเรียนหนังสือนั่นเอง  การที่เป็นผู้ชายนั้นก็ต้องอดทนในการรอ  จนกว่าฝ่ายหญิงนั้นจะพร้อมและเธอนั้นก็ตัดสินใจในการแต่งงานกันนั่นเอง

  ถือว่าเป็นเรื่องที่หน้าตกใจเพราะว่าแอบรักกันตั้งแต่อายุยังน้อยตั้งแต่อายุ ของฝ่ายหญิงนั้น 12 ปีนั่นเพราะถือว่าเป็นเรื่องที่เรานั้นสามารถที่ใครนั้นจะทำได้นั่นเอง  การที่เรานั้นจะมีรักเดียวเพื่อที่รอคนที่เรารักและต้องสื่อสัตว์อีกด้วย  เพราะว่าอายุนั้นเป็นเรื่องที่ห่างแต่ว่าสองคนนี้ได้เรียนรู้ที่จะดูแลรักกัน 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  www.ufabet.com ลิ้งเข้าเว็บไซต์คะ

Continue Reading

เมื่อเข้าหน้าฝนเราต้องดูแลตัวเอง

เมื่อเข้าหน้าฝนนั้นเป็นหน้าโปรดของใครหลายๆคนเพราะว่าสามารถที่จะทำให้นอนหลับฝันดีเพราะว่าอากาศที่เย็นและทำให้เวลาที่เราตื่นนอนมานั้นรู้สึกว่าสดชื่นนั่นเอง  ส่วนหน้าฝนนั้นก็เป็นหน้าที่หลายคนนั้นไม่ชอบเพราะว่าการที่เราต้องไปทำงานนั้นต้องเปียกชื้นเสื้อผ้าก็ต้องเปอะ  และการเดินทางนั้นก็ลำบากเพราะว่าเราต้องไปทุระหรือว่าไปทำงานนั้นก็ต้องเปียก หรือไม่นั้นก็ไม่สามารถที่จะขึ้นรถได้เพราะว่าฝนตก 

     เมื่อเข้าหน้าฝนสิ่งที่เราต้องระวัง  คือการที่เราจะไม่สบายเพราะว่าอาการนั้นจะเป็นไข้ได้ง่ายเพราะว่าเรานั้นตากฝนนั่นเองซึ่งอาจจะเป็นหวัดที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะไปทำงานได้เพราะว่าเกิดเป็นไข้ในช่วยฤดูฝนนั่นเอง  และสิ่งต่อมานั้นคือโรคไข้เลือดออกเพราะว่าฝนตกนั้นเมื่อที่บริเวณบ้านของเรานั้นเกิดน้ำขังก็จะทำให้เป็นแหล่งเพราะพันธ์ของยุงลาย

และการที่เราถูกยุงกัดนั้นก็สามารถที่จะทำให้เราเป็นไข้เลือดออกนั้นได้เหมือนกัน    และเมื่อบ้านของเรานั้นอยู่กับพื้นดินนั้นก็ต้องระวังสิ่งที่จะเข้าบ้านเมื่อมากับหน้าฝนนั้นอย่างเช่น  แมลงป่อง  ตะขาบ  งู  กิ้งกือ หรือว่าสัตว์อะไรก็แล้วแต่มีทั้งมีพิษและไม่มีพิษที่ทำให้เราเกิดอันตรายได้  ดังนั้นเราต้องดูและตรวจสอบบ้านของเรานั้นให้ดีที่สุด เพราะว่าถ้าเป็นสัตว์ที่มีพิษเข้าบ้านนั้นเราก็ต้องระวังอย่างมากยิ่งถ้าบ้านของเรานั้นมีเด็กด้วยแล้วนั้นก็ต้องระวังให้มากกว่าเก่า 

เพราะว่าอาจจะกัดเด็กได้และอาจจะทำให้เสียชีวิตได้เหมือนกัน  เป็นเรื่องที่เราต้องระวังในหน้าฝน  

            ถ้าเป็นการที่เราต้องไปทำงานนั้นเราก็ควรที่จะหาเสื้อกันฝนหรือว่าร่มนั้นพกติดตัวตลอดเวลาเพราะว่าเมื่อฝนตกนั้นเราก็สามารถที่จะหยิบขึ้นมาใส่ได้ทันเวลา และก็จะไม่ทำให้เรานั้นเป็นผู้ป่วยได้ง่ายเป็นสิ่งที่เราควรที่จะมีติดกระเป๋านั่นเอง   

สิ่งดีๆที่เราไม่ต้องดูแลในช่วงหน้าฝน

เมื่อเข้าหน้าฝนนั้นสิ่งที่เราไม่ต้องดูแลนั่นก็คือการที่เรารดน้ำต้นไม่เพราะว่าเมื่อฝนตกนั้นเราก็ไม่ต้องรถน้ำต้นไม้  หรือว่าแปลงผักนั่นเอง  อีกอย่างนั้นใครที่มีบ่อน้ำที่เราต้องสูบนำเข้าเข้าเอาไว้นั้นก็ไม่ต้องสูบน้ำเพราะว่าฝนตกก็สามารถที่จะทำให้น้ำที่เราต้องสูบนั้นเต็มบ่อน้ำได้ถ้าฝนตกหนักจริงๆ 

ในหน้าฝนนั้นมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีนั้นร่วมกันไปอยู่ที่เราต้องรู้จักและดูแลตัวเองด้วยนะ

 

สนับสนุนโดย  แอพคาสิโน ได้เงินจริง

Continue Reading

ประเทศไทยกับสงครามโลกครั้งที่1

   สงครามโลกครั้งที่ 1หรือที่เรียกกันว่ามหาสงครามนั้น โดยมีศูนย์กลางของสงครามอยู่ที่ยุโรป โดยระยะเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 1นั้นอยู่ระหว่างเดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ไปจนถึงเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่ค่อนข้างจะยาวนานมาก โดยมีประเทศมหาอำนาจเกือบทุกประเทศของโลก

มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดสงครามครั้งนี้ โดยสงครามนั้นจะมีการแบ่งเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายมหาอำนาจกลาง โดยฝ่ายสัมพันธมิตรนั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่  ไตรภาคี  คือการรวมตัวกันของสามประเทศ ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศสและรัสเซีย โดยฝ่ายมหาอำนาจกลางนั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่ ประเทศเยอรมนี ออสเตรียและฮังการี และมีการกระจายตัวเมื่อมีการเข้าร่วมสงครามของชาติต่างๆมากขึ้น 

ซึ่งสาเหตุที่ก่อให้เกิดสงครามนั้น เกิดจาก อาร์ชด ยุกฟรันซ์ แฟร์ดีนันท์ ซึ่งเป็นมงกุฏิราชกุมารแห่งประเทศออสเตรียและฮังการี ได้เกิดเหตุถูกคนร้านรอบยิงจนสิ้นพระชน ซึ่งก่อนหน้านี้นั้นก็เกิดความขัดแย้งกันมาตลอดอยู่แล้ว แต่ในวันนั้นเองสงครามก็มีการเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อเหล่าทหารของออสเตรียและฮังการีเปิดฉากบุกไปที่ประเทศเซอร์เบีย ทำให้เกิดเป็นสงครามขึ้น และมีการลุกลามไปยังชาติต่างๆทั่วโลก ซึ่งถือว่าสงครามนี้เป็นสงครามที่ใหญ่ที่เกิดขึ้นในโลกนี้เลยก็ว่าได้

ในช่างที่เกิดสงครามนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นและมีผลกระทบเพียงที่ยุโรปเท่านั้นแต่ส่งกระทบไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกด้วยและหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบก็คือประเทศไทยนั่นเอง ซึ่งช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่1นั้นตรงกับสมัยของรัชกาลที่6 โดยขณะนั้นประเทศไทยยังคงใช้ชื่อว่าสยามประเทศอยู่ และในสงครามนั้นประเทศไทยคงความเป็นกลาง และเมื่อเวลาได้ผ่านไปสามปีและเมื่อวันที่26เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2460 นั่งเอง รัชกาลที่6ทรงประกาศว่าจะเข้าร่วมสงครามสงครามและอยู่ในฝ่ายพันธมิตรหรือฝ่ายประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศสและรัสเซียนั่นเอง

โดยชาวสยามส่วนใหญ่ที่เป็นข้าราชกาลและประชาชนในยุคนั้นจะสนับสนุนประเทศมหาอำนาจกลางทำให้รัชกาลที่6 ต้องโน้มน้าวประชาชนโดยพระองค์มีความตระหนักว่าหากเข้าร่วมในฝ่ายพันธมิตรนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าเข้าร่วมกับฝ่ายมหาอำนาจนั่นเองจะเกิดผลดีกว่าและเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย 

โดยรัชกาลที่ 6 นั้นพระองค์ทรงมีการแจ้งต่อคณะที่ปรึกษาแล้วว่า สยามนั้นมีโอกาสเสี่ยงต่อการสูญเสียมากกว่าหากดำรงตำแหล่งความเป็นกลาง มีความเป็นไปได้ที่เยอรมนีจะแพ้สงคราม และถ้าหากมีการเข้ายึดทรัพย์สินจากไตรภาคีในสยามแล้วนั้นสยามก็จะไม่สามารถทำอะไรได้ หรือเท่ากับว่าไม่เหลืออะไรเลยนั้นเอง แต่หากเข้ากับฝ่ายสัมพันธมิตรสิทธิสัญญาที่ได้ทำไว้กับเยอรมนีนั้นจะถูกยกเลิกไปโดยปริยายนั่นเอง 

ซึ่งผลจากการเข้าร่วมของการทำสงครามของไทยนั่นก็คือได้มีการชนะสงครามและได้มีการแก้ไขสนธิสัญญาเบาว์ริงนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าทดลอง

Continue Reading

คุยด้วยกันแบบง่ายๆแต่ชัดเจน หนึ่งในข้อดีการมีแฟนเป็นชาวต่างชาติ

นี่ก็ถือเป็นข้อดีที่ดีอย่างมากอีกข้อหนึ่งของการที่มีแฟนเป็นชาวต่างชาตินั้นเอง บางครั้งคนเราอาจจะไม่ยอมรับความจริงเรื่องนี้ว่า การคบคนชาติเดียวกัน โดยเฉพาะการคบคนไทยนั้นยิ่งกว่าเป็นการพูดคุยที่แย่เสียอีก ความชัดเจนยังไม่ค่อยจะมีเลย คนไทยไม่ได้เป็นกันทุกคนก็จริง แต่ต้องยอมรับหน่อยแหละว่า เป็นพวกขี้แอ็คและก็ไม่ชอบพูดจาอะไรให้เคลียร์กันซะเยอะ

แล้วนั้นก็คือปัญหาของการพูดคุยแบบวัยรุ่นคนไทยสมัยนี้ แต่ก็ไม่อยากเหมารวมนักหรอก เพราะมีคนที่พูดจารู้เรื่องก็เยอะเหมือนกัน แล้วนั้นก็ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นข้อดีมากๆเลย กับการคบชาวต่างชาติ เพราะแค่จะสือสารก็ลำบากแล้ว ถ้าจะมานั่งหาวิธีพูดบ่ายเบี่ยงหรือพูดเป็นสำนวนหรือพูดแอ็คๆ ก็เรียกได้ว่าจะทำให้ยากเย็นทำไมนก ก็เพียงพูดคำศัพท์ที่พอได้ออกมาตรงๆ แล้วก็รู้เรื่องกันในทันที

ของดีของการคุยกันง่ายแต่ชัดเจน คือการทำให้เราไม่ต้องมาเสียเวลาที่มากขึ้นสองถึงสามเท่าตัวในการที่จะสื่อสารสิ่งที่ต้องการกัน บางครั้งกว่าจะเข้าใจกันใช้เวลากันหลายวัน รวมถึงเวลาที่พูดไม่เข้าใจกันแล้วทะเลาะกัน ต้องใช้เวลาในการทำให้หายงอลกันอีกนะ เป็นคำถามว่าทำไมต้องเป็นกันแบบนั้นนะ การพูดจากกันอ้อมๆ คำตอบก็คือ การบ่ายเบี่ยงความจริงยังไงล่ะ

ซึ่งคนไทยติดนิสัยนี้มาเพราะคำว่าใจดี อยากจะยืดหยุนกันบ้างก็เลยอ้อมโลกเพื่อให้ได้ความหมายที่ซอฟลงนั้นเอง แต่นั้นก็ทำให้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากในบางครั้ง ซึ่งต่างจากการปลูกฝังของชาวต่างชาติที่ทำอะไรเพื่อให้เวลาที่มีค่าที่สุด เพราะฉนั้นจะมานั่งพูดอ้อมๆไม่ได้

แล้วนั้นจะรู้เลยว่ามันทำให้ชีวิตอยู่ง่ายขึ้นเยอะเลย แล้วก็เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ แต่แรกๆนั้นต้องรู้สึกเลยว่า อึดอัดที่จะได้รับฟังอะไรที่ชัดเจนเกินไป จนอาจทำให้รู้สึกกระอักกระอวนใจ แต่จะค่อยๆชินกันไปเอง

ลองนึกภาพที่บางครั้งที่ได้รับคำถามที่ตอบยากเพื่อจะให้มันซอฟลงแล้วก็รู้สึกไม่รุนแรงเกินไปนั้น อาจจะทำให้ความหมายนั้นเปลี่ยนไป จากเรื่องที่ควรจะซีเรียสกลายเป็นเรื่องที่ซอฟเกินไปจนถูกละเลยก็เป็นได้นะ เพราะฉะนั้นแล้วบางครั้งการพยายามพูดซอฟๆก็ไม่ก่อให้เกิดผลดีสักเท่าไหร่

แล้วยิ่งกว่านั้นการที่พยายามสรรหาคำพูดในภาษาที่ไม่ใช่ภาษาเราอาจจะทำให้เกิดเป็นความเข้าใจที่ผิดไปกันใหญ่ก็ได้ ซึ่งก็น่ากลัวเช่นกันถ้าเกิดกรณีนี้ขึ้น 

 

 

สนับสนุนโดย    sa gaming บาคาร่า

Continue Reading

หลักการใช้ห้องน้ำสาธารณะ

   เชื่อว่าทุกคนต้องเคยสักครั้งที่จะต้องมีเหตุให้ได้เข้าห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งอย่างที่เรารู้กันดีว่าห้องน้ำสาธารณะนั้นนอกจากจะไม่ค่อยสะอาดแล้ว ยังมีกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคเลยก็ว่าได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาแนะนำเกี่ยวกับการใช้งานห้องน้ำสาธารณะเพื่อช่วยให้เราปลอดภัยจากเชื้อโรค

  1. โดยปกติคนมักจะคิดว่าห้องน้ำห้องแรกคนจะใช้งานกันมาก ดังนั้นส่วนใหญ่คนจะเดินไปทางด้านในของห้องน้ำทำให้ห้องน้ำห้องแรกไม่ค่อยมีคนใช้งานงานดังนั้น ห้องน้ำห้องแรกจึงสะอาดที่สุดเพราะมีคนใช้งานน้อยที่สุด
  2. เราควรเตรียมกระดาษเปียกติดตัวตลอดเพื่อเวลาที่เข้าห้องน้ำสาธารณะก่อนนั่งชักโครกควรจะเช็ดทำความสะอาดฝาที่นั่งให้สะอาดก่อนที่จะนั่งเพราะห้องน้ำสาธารณะมีคนเข้ามากมาย เราไม่สามารถรูได้ว่าคนที่เข้าก่อนหน้าเรานั้นเป็นโรคผิวหนังอะไรหรือไม่ดังนั้นควรทำความสะอาดที่นั่งก่อนเป็นวิธีที่ดีที่สุด
  3. ควรมีการราดน้ำหรือกดชักโครกก่อนใช้งานก่อนหนึ่งครั้ง เพื่อความทำความสะอาดชักโครก เผื่อว่าคนที่เข้าใช้งานห้องน้ำก่อนหน้าเราจะไม่ได้กดน้ำหรืออาจจะกดแล้วยังทำความสะอาดไม่หมด และที่สำคัญเผื่อมีตัวอะไรเลื้อยมาตามท่อชักโครกจะได้เป็นการกดไล่สัตว์เหล่านั้นออกไปด้วย
  4. หากจะเข้าห้องน้ำแล้วมีของที่ถือมาด้วย อยากวางกับพื้นเด็ดขาดเพราะพื้นห้องน้ำสาธารณะเป็นศูนย์รวมของเชื้อโรคนานา นับประการ ดังนั้นให้พยายามหาที่แขวนจะดีที่สุด 
  5. การกดปุ่มชักโครกก็มีเชื้อโรคเยอะเช่นกัน ดังนั้นทางที่ดีในการกดปุ่มชักโครกเราควรเอากระดาษทิชชู่หรือกระดาษเปียกว่าไว้ที่ปุ่มกดก่อนที่จะใช้มือกดลงไป เพื่อป้องกันเชื้อโรคติดมากับมือ
  6. เมื่อต้องทิ้งขยะที่เราทำธุระในห้องน้ำ ให้เราใช้เท้ากดตรงปุ่มกดของถึงขยะ อย่าใช้มือสัมผัสกับฝาถังขยะโดยตรงเพราะตรงจุดนี้เป็นแหล่งเพาะพันธ์ของเชื้อโรคอีกจุดหนึ่งเลยทีเดียว
  7. เมื่อทำธุระเสร็จแล้วทุกครั้งควรล้างมือให้สะอาด และถ้าที่ห้องน้ำมีสบู่ก็ให้ใช้สบู่ถูมือด้วยเพราะจะเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่อาจติดตากับมือของเราได้
  8. ควรเช็คมือให้แห้ง หากในห้องน้ำมีผ้าให้เช็ดมือกับกระดาษทิชชู่ให้เลือกระดาษทิชชู่เพราะผ้าเช็ดมือผ่านการเช็ดมือมาหลายคน ผ้ามีความชื้นซึ่งเป็นที่สะสมของเชื้อราได้ ดังนั้นการใช้กระดาษทิชชู่เช็ดมือให้แห้งคือวิธีที่ปลอดภัยที่สุด 

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าออนไลน์ ได้เงินจริง

Continue Reading

อยากเป็นคนใจเย็นต้องทำอย่างไร

     บางครั้งที่เรารู้สึกไม่พอใจใคร หรือหงุดหงิดกับเรื่องอะไรซักอย่าง จนเผลอแสดงอาการก้าวร้าว เหวี่ยงวีน ใส่อารมณ์กับคนรอบข้างทั้งที่เราก็ไม่ได้ตั้งใจ นานๆครั้งเป็นทีก็คงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นบ่อยๆเข้าเพื่อนหรือคนใกล้ตัวก็คงจะไม่มีใครกล้าเข้ามาคุยด้วย เพราะว่าพวกเค้าคงเดาอารมณ์ที่ขึ้นๆลงๆของเราไม่ได้

ดังนั้นถ้าไม่อยากเป็นคนที่ไม่มีเพื่อน  เราจะต้องหัดควบคุมตัวเองให้เป็นคนใจเย็นไม่ปรี๊ดแตกกับอะไรง่ายๆ  มาลองดูเทคนิคที่แนะนำให้คุณเอาไปใช้เพื่อช่วยให้อารมณ์หงุดหงิดนั้นลดลง

      ตั้งสติ   : ก่อนที่จะเริ่มพูดคุยหรือมองหน้าใคร เราจะต้องตั้งสติหยุดคิดสักนิดก่อน ว่าเราไม่ควรแสดงความรู้สึกที่ไม่ดีใส่คนอื่น  เพราะบางทีพวกเขาก็ไม่ใช่คนทำให้เราอารมณ์เสีย การเผลอส่งสายตาแรงๆ ทำหน้าเหวี่ยงวีน ใส่คนอื่นที่เค้าไม่รู้เรื่องด้วย เป็นการแสดงออกที่ไม่ดี  คนที่เห็นอาจรู้สึกไม่ชอบใจ

      ตั้งกระจกไว้ที่โต๊ะทำงาน  :   หากเราทำงานที่ต้องพบปะพูดคุยสื่อสารกับผู้อื่น ให้เราส่องดูหน้าตัวเองที่กระจกบ่อยๆ  เพื่อจะดูว่าเรากำลังแสดงสีหน้าแบบไหน ถ้าหน้าบึ้งตึงอยู่ ก็เปลี่ยนสีหน้าให้ยิ้มแย้มก่อนที่สื่อสารอะไรกับคนอื่นออกไป

     อย่ารีบร้อน ให้นับ 1-10    :  ขณะที่เรารู้สึกโมโหหรือหงุดหงิด หัวใจของเราจะเต้นแรง ส่วนสมองของเราก็จะคิดแต่เรื่องแย่ๆออกมามากมาย ดังนั้นก่อนที่จะหันไปตอบโต้และเผลอไปใช้คำพูดรุนแรงกับคนอื่น ให้เราเริ่มตั้งสตินับ 1 ถึง 10 เพื่อเป็นการสงบจิตใจ ถ้านับรอบแรกไปแล้วก็ยังไม่หาย ให้เริ่มนับต่อเรื่อยไปจนกว่าใจจะเย็นลง

     รีบแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ     :   จงหาสาเหตุว่าปัญหาอะไรที่ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดอารมณ์เสีย เพราะตราบใดที่ปัญหานั้นยังไม่ถูกแก้ไข เราก็จะคิดวนเวียนไม่เลิกและก็จะรู้สึกหงุดหงิดอยู่แบบนี้  ดังนั้นจะต้องรีบหาสาเหตุและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด เพื่อที่จะเป็นการกู้ให้เรากลับมามีอารมณ์ดีเป็นปกติโดยเร็ว 

      หาวิธีระบายอารมณ์     :   แทนที่เราจะไปอารมณ์เสียแสดงอาการไม่ดีใส่คนอื่น ให้ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีระบายอารมณ์แบบที่ไม่ทำให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อน เช่น เขียนระบายอารมณ์ความรู้สึกลงในสมุดไดอารี่ , ตะโกนร้องเพลงออกมาดังๆในห้องน้ำ   , เปิดเพลงให้มันๆ แล้วเต้นตามแรงๆ , หาเกมส์ที่มันท้าทายมาเล่น เพื่อเป็นการผ่อนคลายและระบายความเครียดให้น้อยลง

  สุดท้ายให้จำไว้ว่า แม้ว่าคุณจะรู้สึกหงุดหงิด โมโห หรืออารมณ์เสียอะไรก็ตาม คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะไปแสดงอาการไม่ดีใส่คนอื่น เพราะถ้าพวกเขาเหล่านั้นแสดงอาการที่ไม่ดีใส่คุณ คุณก็จะรู้สึกไม่ชอบใจเช่นกัน !! 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    ทางเข้า ufabet มือ ถือ

Continue Reading

การอวดรวยกันในสังคม

ในสังคมนั้นเราต้องอยู่ร่วมกับคนหมู่มากท นอกจากการวางตัวที่ดีแล้วยังต้องห่วงเรื่องมารยาทและคำพูดและอะไรอีกหลายๆอย่างซึ่งในทุก ๆสังคมไม่ว่าจะวัยทำงานหรือวัยเรียนนั้นการวางตัวเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการใช้ชีวิตในสังคมเพราะเราไปเจอผู้คนมากหน้าหลายตาหลายนิสัยหลายบุคลิกภาพ ซึ่งในบางทีเราอาจจะเจอคนที่ชอบอวดชอบเหยียดทำไห้เราถูกทำไห้มองดูต่ำดูแย่ในสายตาของคนอื่น ๆ

เพราะคำพูดของคนพวกนี้ทำไห้เราดูต้อยต่ำไร้ค่าเพียงเพราะคำพูดของคน ๆเดียวซึ่งมีกรณีอย่างหนึ่งที่ใกล้เคียงหรืออยู่ในหัวข้อเดียวกันในการเหยียดนั่นก็คือการใช้คำพูดกระแทกแดกดันคนอื่นซึ่งการกระทำแบบนี้ก็จะเห็นได้ชัดเจนกับพวกที่ชอบอวดรวยแบ่งพรรคแบ่งพวกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทำตัวเป็นกลุ่มใหญ่ใครมาขอคำปรึกษาก็มักจะทำหน้าทำตาพร้อมเหยียดเราเสมอ ซึ่งเรามักจะเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับคนที่อยู่กันหลายๆกลุ่มว่าจะมีคนประเภทนี้อยู่ เช่นสังคมทำงานนั้นก็จะมีพวกที่ประจบประแจง และแบ่งพรรคพวกเป็นของตนเองว่าใครรวยกว่าดูดีกว่ากันในสังคมทำงาน

ซึ่งถ้าเราไม่มีอย่างเขา เราก็อาจจะเป็นขี้ปากของคนพวกนี้ได้ ซี่งสังคมการทำงานจะเห็นได้ชัดมากที่สุดส่วนในสังคมโรงเรียนนั้นก็มักจะมีกลุ่มนักเรียนกลุ่มหนึ่งมักทำตัวรวย เชิดใส่คนที่มาคุยด้วย พอคุยเรื่องนี้ไม่ถูกใจหรือเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองนั้นเด็กกลุ่มนี้ก็จะทำหน้าแบบเบื่อโลกทันทีเหมือนไม่อยากคุยด้วย ซึ่งในกรณีแบบนี้จะเห็นได้ชัดเลยทีเดียวว่าสังคมในโรงเรียนการเหยียดกันเรื่องฐานะนั้น

ก็มีนะเพราะว่าในโรงเรียนจะมีเพื่อนทั้งยากจนและมีถึงระดับรวยมาก ในวัยเรียนก็มักจะซื้อของมาอวดกันอยู่แล้ว ถ้าใครมีของแพงมากหรือสวยหรือเสมอกันเขาก็จะไปอยู่ด้วยกันซึ่งมันแปลกแต่มันคือเรื่องจริงมากเลยทีเดียว เพราะสังคมในโรงเรียนกับการอวดรวยแบบนี้มันทำได้ง่ายมากเพราะการหาเพื่อนที่เข้ากันได้ว่าง่ายแล้ว มองหาคนที่รวยเหมือนกันคงไม่ยากอะไรสำหรับพวกเขา เพราะคนพวกนี้มักจะมีนิสัยที่ชอบทำตัวเด่น ชอบทำไห้ตัวเองดูดีในสายตาของคนอื่นอยู่เสมอ ซึ่งมันก็ไม่ได้ดูดีหรือสวยงามอะไรสำหรับคนมอง 

การเหยียดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรนำมาเป็นตัวอย่างอย่างมากเพราะว่าอาจทำไห้คนมองว่าเรานิสัยไม่ดีแล้วนั้น เรายังจะเป็นตัวประลาดในสังคมหมู่มากอีกด้วย ซึ่งมันไม่ดีเลยจริง ๆเพราะเราก็คนเหมือนกันอยู่ในสังคมเดียวกัน

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   เซ็กซี่ บาคาร่า ทดลอง

Continue Reading

แต่งแบบธรรมชาติไม่โบ๊ะ

วิธีการแต่งหน้าแบบธรรมชาติ สวยไม่โบ๊ะแต่ปกปิดได้เนียนกริบทำได้ไม่ยากถ้าหากว่าคุณรู้จักหน้าตาของตัวเองและไม่พยายามฝืนธรรมชาติที่มีโดยที่เรานั้นจะมีเทคนิคง่ายๆให้เพื่อนๆนั้นได้ลองแต่งกันและก็สามารถที่จะแต่งแบบว่าทุกวันก็ยังได้เลยเพราะว่าการที่เรานั้นแต่งหน้าก็ทำให้เรานั้นหมั่นใจในระดับหนึ่งว่าการที่เราที่ไม่ปล่อยให้ใบหน้าของเรานั้นจืดจนไม่หน้ามองหรือว่าธรรมดามากนั้นก็เป็นอะไรที่ที่ไม่มีจุดที่จะมองได้เลย

แต่ถ้าว่าเรานั้นหัดลองการแต่งตัวเพื่อที่เรานั้นจะได้มีการพัฒนาในการที่ทำให้เราดูดีในการแต่งตัวหรือว่าทำให้เรานั้นมั่นใจได้ง่ายมากเพียงแค่เรานั้นเริ่มจากการที่เรานั้นเปลี่ยนตัวเองแล้วหาซื้อของหรือว่าอุปกรณ์ในการแต่งหน้าเพื่อที่ให้เราดูดีเสริมความมั่นใจ

  1. อย่าฟืนธรรมชาติ การที่เรานั้นแต่งหน้านั้นถ้าเรานั้นรู้ตัวว่าเรานั้นเป็นคนที่มีผิวสีแทนหรือว่าสีน้ำผึ้งนั้นแล้วเราไปเลือกเครื่องสำอางในโทนสีขาวนั้นจะทำให้เราดูเป็นคนละคนหรือว่าหลอกตาอย่างมากเพราะว่าเราเป็นคนที่สีผิวแทนแต่ว่าใช้เครื่องสำอางสีขาวอันนี้ไม่เหมะเอย่างมากเพราะว่าจะทำให้ไม่เข้ากับตัวเองการที่เรานั้นยอมรับสีผิวของตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้วเพราะว่าจะได้ให้เรานั้นแต่งตัวหรือว่าแต่งหน้านั้นให้เข้ากับสีผิวถึงแม้ว่าเราจะมีสีผิวที่เป็นสีแทนแต่ว่าเรานั้นก็สวยได้เหมือนกัน 
  2. วิธีในการที่เราเลือกรองพื้นนั้นควรลงทาที่แขนเราว่าเข้ากับสีผิวเราไหมการที่เราใช้สีรองพื้นที่เด่นกว่าสีผิวตัวเองนั้นก็ทำให้เราดูตลกนะค่ะ การที่เราเลือกสีรองพื้นที่ใกล้กับสีผิวเรานั้นสามารถที่จะเปลี่ยนสภาพผิวของเราให้ดีและยังช่วยในการปกปิดทั้งนี้ไม่ว่าคุณจะมีทั้งนี้ไม่คุณจะมีสีผิวที่แห้งหรือมันก็ไม่แนะนำให้เลือกรองพื้นเนื้อแมทมาเพราะมันจะทำให้ลุคที่เป็นธรรมชาติและทำให้ผิวของคุณนั้นดูแห้งลงไปอีกด้วย คนที่มีผิวแห้งนั้นควรที่ใช้สูตรออย ส่วนคนที่มีผิวมันให้ใช้ชนิดสูตรน้ำ 
  3. การที่เราเลือกเบอร์แป้งนั้นก็ควรที่จะเลือกสีเดียวกับสีรองพื้นและก็ควรที่จะใช้แป้งพัฟที่เป็นธรรมชาติจากนั้นก็กดลงที่ผิวหน้า
  4. การเลือกทรงคิ้วนั้นเพราะว่าเรานั้นไม่ได้เป็นลูกครึ่งการที่เราจะเขียนคิ้วให้โก่งนั้นไม่เป็นธรรมชาติดังนั้นเราต้องเขียนให้เป็นที่ที่ธรรมชาติที่สุดเพราะว่าคิ้วนั้นคือมงกุฎของใบหน้านะค่ะ 
  5. จากนั้นเราก็ทาลิปแค่นี้เป็นการที่เราแต่หน้าแบบว่าธรรมชาติหรือว่าเราเลือกที่จะปัดแก้มเข้าไปอีกอันนี้ก็ได้เหมือนกันแต่ว่าการปัดแก้มนั้นควรเลือกที่ให้เข้ากับสีผิวของเรานิสนึงนะค่ะเพื่อที่จะได้เป็นธรรมชาติ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sexybaccarat

Continue Reading

ที่มาของร่มบ่อสร้าง

ร่มบ่อสร้างเป็นที่ขึ้นชื่อของจังหวัดเชียงใหม่ที่สามารถดึงดูให้นักท่องเที่ยว ยอมควักเงินในกระเป๋าจ่ายเพื่อจะซื้อร่ม เพราะความสวยและฝีมือที่ประณีตของช่างทำร่มนั่นเองและเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้แก่จังหวัดเชียงใหม่ได้เป็นกอบเป็นกำ เพราะมีทั้งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างขาติ ได้เข้ามาชมขั้นตอนการทำ และได้เข้ามาเลือกซื้อไปเป็นของฝาก ของขวัญแก่ญาติผู้ใหญ่หรือเพื่อนฝูง ร่มบ่อสร้างยังทนแดดทนฝนและยังมีลวดลายที่สวยงามอีกด้วย

ที่มาของร่มบ่อสร้าง

ได้มีการเล่าว่าในสมัยก่อน ได้มีพระรูปหนึ่งซึ่งเป็นคนบ่อสร้าง ได้เดินทางธุดงค์ไปแถวชายแดนไทยพม่า และได้มีผู้มีจิตศรัทธาในพุทธศาสนาทั้งชาวไทยและชาวพม่า ได้นำของมาถวายท่านอย่างมากมาย และในวันต่อมาได้มีชาวพม่าคนหนึ่งได้เดินทางนำกลดมาถวาย เพราะได้เห็นแล้วพระท่านไม่มีกลดมา และกลดที่นำมาถวายนั้นทำขึ้นมาเอง ส่วนพระท่านก็สังเกตเห็นว่ากลดที่ชาวพม่าผู้นั้นนำมาถวายเป็นกลดที่แข็งแรงสามารถทนแดด ทนฝนได้ท่านจึงอยากไปเห็นวิธีทำ จึงได้เดินทางไปยังฝั่งพม่า และได้เกิดเห็นชาวบ้านใช้ร่มที่ทำด้วยกระดาษสา

มีทั้งเล็กทั้งใหญ่ท่านจึงไห้ความสนใจและได้เข้าไปถามถึงวิธีการทำ และอุปกรณ์ที่ใช้มีอาไรบ้าง ซึ่งชาวบ้านก็ได้ขั้นตอนการทำให้ท่านหมด และท่านยังคิดอีกว่าของใช้หรืออุปกรณ์ในการทำร่มบ้านเราก็มี และเมื่อท่านกลับมาจากพม่า ก็ได้ชักชวนให้ชาวบ้านมาช่วยกันหาอุปกรณ์ การทำร่ม และได้ช่วยกันสอนทำให้เกิดอาชีพให้แก่ชาวบ้าน แต่นั้นเป็นต้นมาจนได้มีการสร้างโรงเรียนสอนวิธีทำร่มจนมาถึงปัจจุบัน

การทำร่ม

ขั้นตอนการทำร่มกระดาษสาก่อนอื่นต้องขึ้นโคลงของร่ม ซึ่งโคลงร่มนั้นจะประกอบด้วยส่วนหัวและตุ้ม ที่ทำมาจากไม้เนื้ออ่อน ส่วนซี่กลอน คันถือ และค้ำนั้นทำมาจากไม่ไผ่อีกส่วนเรียกว่าม้าถ้าร่มคันใหญ่จะใช้ไม้ไผ่ตรงเหลา ร่มคันเล็กจะใช้สปริงและที่ขาดไม่ได้คือปลอกลาน ทำมาจากใบลาน มีหน้าที่คอยเลื่อนขึ้นเลื่อนลงเวลาเรากางร่มหรือหุบร่ม เมื่อเตรียมโคลงเสร็จแล้วนำกระดาษสามาติดและจะต้องทาน้ำยาเคลือบร่มให้มีความทนทานและกันฝนได้ถึง 2ครั้งและต้องตากให้แห้งแล้วจึงนำไปเขียนลวดลายที่สวยงามได้เลย

ท่านใดหากมีโอกาสไปเที่ยวที่เชียงใหม่ก็อย่าลืมแวะไปดูวิธีการทำร่ม ว่าเป็นยังไงและอาจจะได้ของฝากติดมือกับมาฝากพวกญาติพี่น้องก็ได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า คือ

Continue Reading

หลักการเลือกโรงเรียนนานาชาติ 

หากอยากให้ลูกของเราเรียนโรงเรียนนานาชาตินั้นควรเลือกโรงเรียนแบบไหนให้ลูก นี่คือปัญหาใหญ่ที่พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ต่างคิดกันเพราะเราต่างก็รู้กันดีว่าโรงเรียนนานาชาตินั้นมีค่าเทอมที่แสนแพงแต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่มากต้องการให้ลูกเข้าเรียนที่โรงเรียนนานาชาติเนื่องจากว่าส่วนใหญ่ผู้ปกครองมักจะเห็นความสำคัญของด้านภาษาการที่ลูกได้เรียนโรงเรียนนานาชาติจะทำให้ประสาทของลูกแข็งแรงสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยม

และสำนวนตรงกลางที่ชาวต่างชาติพูดกันแต่นอกเหนือจากนี้อุปกรณ์ส่วนใหญ่ก็ยังมีการคาดหวังเกี่ยวกับเรื่องของการดูแลลูกๆรวมถึงการดูแลถึงพัฒนาการของเด็กทั้งร่างกายและจิตใจอีกทั้งยังต้องการให้ลูกอยู่ในสังคมที่ดีมีคุณภาพดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงมักจะมองหาโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนนานาชาติหากผู้ปกครองท่านนั้นมีเงินเพียงพอที่จะส่งรูปให้เข้าเรียนได้

ซึ่งสิ่งสำคัญในการพิจารณาเลือกโรงเรียนให้กับลูกๆนั้นเราต้องดูว่าโรงเรียนนั้นมีการให้ลูกของเราเรียนในลักษณะแบบไหนเพราะการเรียนที่ดีนั้นเป็นการเรียนที่ดีนั้นควรจะเป็นการเรียนลักษณะหนึ่งเรียนเก่งเล่นเพื่อที่เจ้าตัวน้อยของเราเมื่อไปโรงเรียนแล้วจะได้ไม่รู้สึกกดดันและน่าเบื่อมากจนเกินไปพวกเขาจะสามารถพัฒนาได้ทั้งด้าน EQ และ IQ ควบคู่กันไปก่อนที่เราจะให้ลูกเราเข้าโรงเรียนไหนนั้น

เราควรจะมีการเข้าไปดูสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนว่ามีการดูแลป้องกันอันตรายให้กับลูกเรามากน้อยแค่ไหนรวมถึงบรรยากาศในโรงเรียนน่าเรียนมากน้อยเพียงใดเพราะถ้าหากบรรยากาศในโรงเรียนไม่น่าเรียนแล้วเวลาที่เราส่งเจ้าตัวน้อยเข้าไปในหนังสือจะทำให้เขาไม่สนใจการเรียนมากพอ

ซึ่งมันจะไม่คุ้มค่ากับค่าเทอมที่เราต้องเสียไปอีกทั้งบรรยากาศในห้องเรียนก็ควรจะไม่แออัดมากจนเกินไปเด็กๆทุกคนควรจะมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันคุณครูจะต้องมีการดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึงและไม่ให้เด็กเกิดการทะเลาะกันเกิดขึ้นในระหว่างเรียนที่สำคัญห้องเรียนควรจะมีความสะอาดและบริเวณรอบๆโรงเรียนก็ควรจะมีความสะอาดด้วยเพื่อที่จะได้ป้องกันเชื้อโรคที่จะติดมาสู่เด็กในระหว่างที่เด็กไปเรียนหนังสือ

เนื่องจากเราทราบกันดีอยู่แล้วว่าเด็กเล็กๆนั้นมักจะซุกซนเป็นธรรมดาดังนั้นอาจจะไปหยิบจับอะไรที่มีสิ่งสกปรกทำให้มีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้โรงเรียนควรจะมีสถานพยาบาลเพื่อเอาไว้ดูแลเด็กในขณะที่เด็กอยู่ที่โรงเรียนที่สำคัญหากเราต้องการให้ลูกเราได้ภาษาอย่างครบถ้วนควรจะเลิกเรียนโรงเรียนนานาชาติที่มีเด็กหลายชาติหลายภาษามาเรียนอยู่รวมกันนั่นหมายถึงว่าลูกเราจะได้พูดคุยกับคนชาติอื่นและได้ภาษามากกว่า 1 ภาษาเพื่อที่จะได้คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ufabet

Continue Reading