อายุห่างกันไม่ใช่ปัญหา  

ถ้าเรานั้นเคยได้อ่านเกี่ยวกับเรื่องมีชาวจีนคู่หนึ่งที่แอบชอบเด็กผู้หญิงหนึ่งคนที่อายุนั้นเพียงแค่ 12 ขวบ  แต่ว่าชายหนุ่มนั้นอายุ 24 ปี  แต่ว่าการที่เรานั้นจะรักใครนั้นเป็นเรื่องที่เราให้พูดเกี่ยวกับความรัก  แต่ว่าการที่ชายหนุ่มผู้นี้นั้นได้มีอายุที่24 ปีแต่ว่าชายหนุ่มผู้นี้นั้นขอรอเพื่อที่จะใช้เธอนั้นได้โตขึ้นและเรียนหนังสือ 

แต่ว่าด้วยเรื่องความรักเป็นสิ่งที่สวยงามนั้นเธอผู้ที่เป็นหญิงสาวนั้นได้ประกาศแต่งงานตอนที่นั้นอายุ 17 ปีส่วนผู้ชายนั้นอายุ 30 ปี นั่นเอง แต่ว่าการแต่งงานของเธอนั้นเป็นไปด้วยความรักดังนั้นเธอจึงตัดสินใจแต่งงานกับคนที่เธอนั้นรักนั่นเอง  แต่ด้วยความรักเป็นเรื่อง ที่เรานั้นไม่สามารถที่จะบรรยายได้นั่นเองเพราะว่าเธอนั้นได้โตเป็นสาว  ด้วยการที่เธอนั้นโตขึ้นไม่อยากที่จะคิดเพราะว่าการที่เธอโตนั้นทำให้เธอนั้นมีรูปร่างที่ดี  และสวยด้วย  เพราะว่าด้วยเธอนั้นโตเต็มที่นั่นเอง    

         การที่เธอนั้นโตขึ้นแน่นอนว่าเธอนั้นได้โตเป็นสาวแบบว่าเต็มที่แล้วนั่นเองการที่เธอนั้นได้โตเต็มที่แล้ว ความสวยของเธอนั้นเป็นชั่งที่หน้ารักอย่างมากแต่ว่าเธอนั้นได้ตัดสินใจในการแต่งานกับชายหนุ่มที่เธอนั้นหลงรัก  และด้วยการที่เธอนั้นแต่งานนั้นเต็มได้การที่เธอนั้นมีความสุขอย่างมากเพราะว่าเธอนั้นได้อยู่กับคนที่เธอนั้นรัก  การที่เราได้อยู่กับคนที่เรานั้นรักเป็นเรื่องที่เรานั้นสามารถที่จะทำให้ชีวิตของเรานั้นเบ่งบาน  การที่เราได้อยู่ด้วยกันเป็นเรื่องที่ทำให้เรานั้นมีความสุขมากขึ้น  และการที่เราได้อยู่กับคนที่เรารักเป็นเรื่องที่ดีดังนั้น

     เธอคิดว่าความรักของเธอนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เธอนั้นมีความสุขอย่างมากและทำให้เธอนั้นตัดสินไม่ผิดในการที่เธอนั้นรักกับผู้ชายคนนี้  ส่วนผู้ชายนั้นยังมีการรอให้เธอนั้นโตขึ้นและเรียนหนังสือนั่นเอง  การที่เป็นผู้ชายนั้นก็ต้องอดทนในการรอ  จนกว่าฝ่ายหญิงนั้นจะพร้อมและเธอนั้นก็ตัดสินใจในการแต่งงานกันนั่นเอง

  ถือว่าเป็นเรื่องที่หน้าตกใจเพราะว่าแอบรักกันตั้งแต่อายุยังน้อยตั้งแต่อายุ ของฝ่ายหญิงนั้น 12 ปีนั่นเพราะถือว่าเป็นเรื่องที่เรานั้นสามารถที่ใครนั้นจะทำได้นั่นเอง  การที่เรานั้นจะมีรักเดียวเพื่อที่รอคนที่เรารักและต้องสื่อสัตว์อีกด้วย  เพราะว่าอายุนั้นเป็นเรื่องที่ห่างแต่ว่าสองคนนี้ได้เรียนรู้ที่จะดูแลรักกัน 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  www.ufabet.com ลิ้งเข้าเว็บไซต์คะ

Continue Reading

เมื่อเข้าหน้าฝนเราต้องดูแลตัวเอง

เมื่อเข้าหน้าฝนนั้นเป็นหน้าโปรดของใครหลายๆคนเพราะว่าสามารถที่จะทำให้นอนหลับฝันดีเพราะว่าอากาศที่เย็นและทำให้เวลาที่เราตื่นนอนมานั้นรู้สึกว่าสดชื่นนั่นเอง  ส่วนหน้าฝนนั้นก็เป็นหน้าที่หลายคนนั้นไม่ชอบเพราะว่าการที่เราต้องไปทำงานนั้นต้องเปียกชื้นเสื้อผ้าก็ต้องเปอะ  และการเดินทางนั้นก็ลำบากเพราะว่าเราต้องไปทุระหรือว่าไปทำงานนั้นก็ต้องเปียก หรือไม่นั้นก็ไม่สามารถที่จะขึ้นรถได้เพราะว่าฝนตก 

     เมื่อเข้าหน้าฝนสิ่งที่เราต้องระวัง  คือการที่เราจะไม่สบายเพราะว่าอาการนั้นจะเป็นไข้ได้ง่ายเพราะว่าเรานั้นตากฝนนั่นเองซึ่งอาจจะเป็นหวัดที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะไปทำงานได้เพราะว่าเกิดเป็นไข้ในช่วยฤดูฝนนั่นเอง  และสิ่งต่อมานั้นคือโรคไข้เลือดออกเพราะว่าฝนตกนั้นเมื่อที่บริเวณบ้านของเรานั้นเกิดน้ำขังก็จะทำให้เป็นแหล่งเพราะพันธ์ของยุงลาย

และการที่เราถูกยุงกัดนั้นก็สามารถที่จะทำให้เราเป็นไข้เลือดออกนั้นได้เหมือนกัน    และเมื่อบ้านของเรานั้นอยู่กับพื้นดินนั้นก็ต้องระวังสิ่งที่จะเข้าบ้านเมื่อมากับหน้าฝนนั้นอย่างเช่น  แมลงป่อง  ตะขาบ  งู  กิ้งกือ หรือว่าสัตว์อะไรก็แล้วแต่มีทั้งมีพิษและไม่มีพิษที่ทำให้เราเกิดอันตรายได้  ดังนั้นเราต้องดูและตรวจสอบบ้านของเรานั้นให้ดีที่สุด เพราะว่าถ้าเป็นสัตว์ที่มีพิษเข้าบ้านนั้นเราก็ต้องระวังอย่างมากยิ่งถ้าบ้านของเรานั้นมีเด็กด้วยแล้วนั้นก็ต้องระวังให้มากกว่าเก่า 

เพราะว่าอาจจะกัดเด็กได้และอาจจะทำให้เสียชีวิตได้เหมือนกัน  เป็นเรื่องที่เราต้องระวังในหน้าฝน  

            ถ้าเป็นการที่เราต้องไปทำงานนั้นเราก็ควรที่จะหาเสื้อกันฝนหรือว่าร่มนั้นพกติดตัวตลอดเวลาเพราะว่าเมื่อฝนตกนั้นเราก็สามารถที่จะหยิบขึ้นมาใส่ได้ทันเวลา และก็จะไม่ทำให้เรานั้นเป็นผู้ป่วยได้ง่ายเป็นสิ่งที่เราควรที่จะมีติดกระเป๋านั่นเอง   

สิ่งดีๆที่เราไม่ต้องดูแลในช่วงหน้าฝน

เมื่อเข้าหน้าฝนนั้นสิ่งที่เราไม่ต้องดูแลนั่นก็คือการที่เรารดน้ำต้นไม่เพราะว่าเมื่อฝนตกนั้นเราก็ไม่ต้องรถน้ำต้นไม้  หรือว่าแปลงผักนั่นเอง  อีกอย่างนั้นใครที่มีบ่อน้ำที่เราต้องสูบนำเข้าเข้าเอาไว้นั้นก็ไม่ต้องสูบน้ำเพราะว่าฝนตกก็สามารถที่จะทำให้น้ำที่เราต้องสูบนั้นเต็มบ่อน้ำได้ถ้าฝนตกหนักจริงๆ 

ในหน้าฝนนั้นมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีนั้นร่วมกันไปอยู่ที่เราต้องรู้จักและดูแลตัวเองด้วยนะ

 

สนับสนุนโดย  แอพคาสิโน ได้เงินจริง

Continue Reading

ประเทศไทยกับสงครามโลกครั้งที่1

   สงครามโลกครั้งที่ 1หรือที่เรียกกันว่ามหาสงครามนั้น โดยมีศูนย์กลางของสงครามอยู่ที่ยุโรป โดยระยะเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 1นั้นอยู่ระหว่างเดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ไปจนถึงเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่ค่อนข้างจะยาวนานมาก โดยมีประเทศมหาอำนาจเกือบทุกประเทศของโลก

มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดสงครามครั้งนี้ โดยสงครามนั้นจะมีการแบ่งเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายมหาอำนาจกลาง โดยฝ่ายสัมพันธมิตรนั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่  ไตรภาคี  คือการรวมตัวกันของสามประเทศ ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศสและรัสเซีย โดยฝ่ายมหาอำนาจกลางนั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่ ประเทศเยอรมนี ออสเตรียและฮังการี และมีการกระจายตัวเมื่อมีการเข้าร่วมสงครามของชาติต่างๆมากขึ้น 

ซึ่งสาเหตุที่ก่อให้เกิดสงครามนั้น เกิดจาก อาร์ชด ยุกฟรันซ์ แฟร์ดีนันท์ ซึ่งเป็นมงกุฏิราชกุมารแห่งประเทศออสเตรียและฮังการี ได้เกิดเหตุถูกคนร้านรอบยิงจนสิ้นพระชน ซึ่งก่อนหน้านี้นั้นก็เกิดความขัดแย้งกันมาตลอดอยู่แล้ว แต่ในวันนั้นเองสงครามก็มีการเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อเหล่าทหารของออสเตรียและฮังการีเปิดฉากบุกไปที่ประเทศเซอร์เบีย ทำให้เกิดเป็นสงครามขึ้น และมีการลุกลามไปยังชาติต่างๆทั่วโลก ซึ่งถือว่าสงครามนี้เป็นสงครามที่ใหญ่ที่เกิดขึ้นในโลกนี้เลยก็ว่าได้

ในช่างที่เกิดสงครามนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นและมีผลกระทบเพียงที่ยุโรปเท่านั้นแต่ส่งกระทบไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกด้วยและหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบก็คือประเทศไทยนั่นเอง ซึ่งช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่1นั้นตรงกับสมัยของรัชกาลที่6 โดยขณะนั้นประเทศไทยยังคงใช้ชื่อว่าสยามประเทศอยู่ และในสงครามนั้นประเทศไทยคงความเป็นกลาง และเมื่อเวลาได้ผ่านไปสามปีและเมื่อวันที่26เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2460 นั่งเอง รัชกาลที่6ทรงประกาศว่าจะเข้าร่วมสงครามสงครามและอยู่ในฝ่ายพันธมิตรหรือฝ่ายประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศสและรัสเซียนั่นเอง

โดยชาวสยามส่วนใหญ่ที่เป็นข้าราชกาลและประชาชนในยุคนั้นจะสนับสนุนประเทศมหาอำนาจกลางทำให้รัชกาลที่6 ต้องโน้มน้าวประชาชนโดยพระองค์มีความตระหนักว่าหากเข้าร่วมในฝ่ายพันธมิตรนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าเข้าร่วมกับฝ่ายมหาอำนาจนั่นเองจะเกิดผลดีกว่าและเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย 

โดยรัชกาลที่ 6 นั้นพระองค์ทรงมีการแจ้งต่อคณะที่ปรึกษาแล้วว่า สยามนั้นมีโอกาสเสี่ยงต่อการสูญเสียมากกว่าหากดำรงตำแหล่งความเป็นกลาง มีความเป็นไปได้ที่เยอรมนีจะแพ้สงคราม และถ้าหากมีการเข้ายึดทรัพย์สินจากไตรภาคีในสยามแล้วนั้นสยามก็จะไม่สามารถทำอะไรได้ หรือเท่ากับว่าไม่เหลืออะไรเลยนั้นเอง แต่หากเข้ากับฝ่ายสัมพันธมิตรสิทธิสัญญาที่ได้ทำไว้กับเยอรมนีนั้นจะถูกยกเลิกไปโดยปริยายนั่นเอง 

ซึ่งผลจากการเข้าร่วมของการทำสงครามของไทยนั่นก็คือได้มีการชนะสงครามและได้มีการแก้ไขสนธิสัญญาเบาว์ริงนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าทดลอง

Continue Reading